April Underwood หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ (Chief Product Officer) ของ Slack พูดในงานสัมมนา Frontiers ของบริษัทเอง เผยว่ากำลังพัฒนาไคลเอนต์เดสก์ท็อปตัวใหม่ที่ทำงานได้เร็วกว่าเดิม กินแรมน้อยกว่าเดิม
อาหารแห่งอนาคต (The Future of Food) ควรหันมาให้ความสำคัญกับการคิดค้นกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนมากกว่าประเภทของอาหาร และควรทำในลักษณะเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ยังทำให้แร่ธาตุและวิตามินของอาหารยังอยู่ครบ สูญเสียทรัพยากรให้น้อยที่สุด และหาทางนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่
งานสัมมนา AIS ACADEMY for THAIs เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือจากหลายองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ในครั้งนี้ได้มีวิทยากรจากองค์กรชั้นของไทยนำมาร่วมสนทนาเรื่อง Digital Disruption อย่างน่าสนใจ มาดูกันว่าแต่ละองค์กรมีการเตรียมรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไรบ้าง
ความท้าทายสำคัญขององค์กรใหญ่ในยุคที่ Disruption นั้น ไม่ได้มีเพียงแค่กลยุทธ์การแข่งขันระหว่างภาคธุรกิจเดียวกันเอง หรือกับผู้เล่นที่มาจากภาคธุรกิจอื่น แต่รวมไปถึงความท้าทายที่เป็นต้นน้ำ คือความขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะสาย data scientist, data engineering, UX designer, software engineer, developer
เรื่องของอนาคตเป็นสิ่งที่อยากจะคาดเดา แต่ถ้าเป็นเรื่องของเทรนด์เทคโนโลยีต้องยกให้ Mr.Rudy de Waele นักอนาคตศาสตร์ ผู้มากประสบการณ์ในการวางยุทธ์ศาสตร์เพื่อพัฒนาธุรกิจ ที่มาเปิดมุมมองด้านเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต ในงานสัมมนา #AISAcademyforThais มาดูกันว่า มีประเด็นไหนที่น่าสนใจบ้าง การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเทคโนโลยีในอีก 5-10ปี ข้างหน้า ก่อนหน้านี้ เอริก ชมิดต์ ( ผู้บริหารบริษัทกูเกิล และอดีตคณะกรรมการผู้บริหาร ของบริษัทแอปเปิล) เคยกล่าวไว้ถึง เทคโนโลยีสำหรับอนาคตว่า มือถือจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่มาแรงเป็นอันดับแรก ส่วนเทคโนโลยีที่ตามภายหลังนั้น มีดังนี้ อันดับ 1 คือ AI : โดยในระบบหลังบ้านของ Facebook จะใช้ AI เข้ามาเก็บพฤติกรรมของผู้ใช้งานและวิเคราะห์ข้อมูล หรือแม้แต่ Google Map เอง ก็มีการเก็บพฤติกรรมการค้นหาเส้นทางใหม่ๆ และปรับการใช้งานเชิงลึกด้วย AI อันดับ 2 คือ Internet of Things การเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์ทุกอย่างจะร่วมกัน อันดับ 3 คือ Blockchain ระบบโครงข่ายในการเก็บข้อมูลแบบใยแมงมุม จะเกิดการเปลี่ยนเศรษฐกิจรูปแบบพีระมิด …
จับเคล็ดวิธีขายสไตล์เพจ “รีวิวคนรวย” เพจ Facebook ที่หลายคนชื่นชอบ ความน่าสนใจของเพจนี้คือการครีเอทข้อความโดนใจที่ทำให้คนไทยแชร์หลายร้อยครั้งต่อวัน แถมเมื่อต้องการขาย Sticker ก็ใช้วิธีเปิดเผยยอดขายที่ทำได้ใน 1 วัน พร้อมกับการแซวว่า “ไปตีกะปอมขายยังรายได้ดีกว่า” ความน่าสนใจของเพจรีวิวคนรวยอยู่ที่วิธีการเรียกรอยยิ้มจากเนื้อหาที่เพจสร้างขึ้น ตัวอย่างเช่นโพสต์ช่วงล่าสุดที่ระบุว่า “เพราะเราก็แค่รวย ไม่ได้เป็นโรค จะไปกลัวทำไมความจริง” ซึ่งเรียกคะแนนการแสดงความรู้สึก 3.8 พันครั้งในเวลา 7 ชั่วโมง มีการแสดงความเห็น 170 ครั้ง ยอดแชร์เกิน 400 ครั้งเรียบร้อย สร้างกระแสขายสติกเกอร์ เมื่อเพจหวังจะขาย Sticker Line เพจรีวิวคนรวยเลือกเปิดเผยรายได้ถล่มทลายที่ทำได้ใน 1 วัน แต่น่าเสียดายที่ผู้อ่านแชร์กันน้อย แม้จะเป็นโพสต์ที่มีเนื้อหาอ่านสนุกก็ตาม สถิติน่าสนใจที่โพสต์นี้เปิดเผยคือ แม้จะมีผู้ติดตามบนเพจ 180,000 คน แต่ยอดจำหน่าย Sticker Line ของเพจคิดเป็น 7,081 เยน หรือ 2,145 บาทใน 1 วัน ถือว่ารายได้ไม่สูงทั้งที่เพจรีวิวคนรวยสามารถ “ฝ่า …