ช่วงวันหยุดยาว มีเวลาอยู่กับตัวเองนานหน่อย ผมเลยเกิดฉุกคิดได้ว่าแป๊บๆ ก็เขียน Blog มาร่วม 12 ปีได้แล้ว (นี่ยังไม่นับยุค “ไดอะรี่” แบบไปส่องๆ กันเองบน DiaryHub, Storythai, Exteen ฯลฯ) ก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วเราเรียนรู้อะไรจากการใช้เวลาตั้ง 1 รอบชีวิตกับมันบ้าง มันมีความหมายว่าอะไร เลยอยากเขียนเอาไว้เป็นบันทึกกับตัวเองไว้ใน thumbsup ครับ นั่งนึกย้อนกลับไป เราเจออะไรมาบ้าง? เราอยากให้คนอ่าน (ที่ผมชอบบังคับให้คนอื่นเรียกว่า thumbsupers) มีข่าวสดๆ ใหม่ๆ อ่าน เลยตื่นตี 4 ตี 5 มาเขียน เพื่อให้ทัน 6 โมงเช้า แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้วนะ แต่ตอนนั้นฟิตมาก นั่งหลังขดหลังแข็งเขียนอย่างต่อเนื่องมาตอนนี้ก็เป็นพันตอนแล้ว เพื่อให้คนที่ติดตามมั่นใจว่าไม่ได้มาเล่นๆ จนยอมที่จะกดติดตามในช่องทางต่างๆ เรารู้สึกได้ว่าคนอ่านบางคนรู้จักเราจริงๆ ไม่ได้ตามอ่านเรื่องราวของเราแบบผ่านๆ และเวลาเจอคนเหล่านี้ในงาน event เขาจะอยากคุยเรื่องที่เราเขียน มันทำให้เรารู้สึกมีค่า นั่งคิดหาประเด็นเล่าเรื่อง ออกสถานที่หาวัตถุดิบมาเขียน หรือถ่ายทำคลิปประกอบ Blog …
ในงาน Adobe Max 2018 ได้เปิดตัวและจำลองการใช้งาน Project Aero ตัวช่วยออกแบบสื่อ AR โดยดีไซเนอร์สร้างงานกราฟฟิกผ่าน Adobe Photoshop CC และ Dimension CC ตามปกติ แต่สามารถนำงานที่ได้มาลองทาบกับสิ่งแวดล้อมจริงบน Project Aero ยกตัวอย่างเช่นการใช้ไฟล์ผลิตภัณฑ์งานที่ออกแบบบนโปรแกรม Dimension CC มาวางทาบบนชั้นวางสินค้าจริง และยังสามารถดูส่วนประกอบสินค้า และข้อมูลสินค้าได้ไปพร้อมๆ กัน
emoji สามารถใช้ได้บน twitter กี่ตัว หากไม่พิมพ์ข้อความประกอบ หรือรูปภาพเลย ใช้แต่ Emoji อย่างเดียว และแล้วก็ได้คำตอบที่คาดเดาไม่ยาก
Go-Jek บริการเรียกรถสารพัดชนิดของอินโดนีเซีย (กำลังจะเข้ามาทำตลาดบ้านเราในชื่อ Get) เปิดบริการใหม่ Go-Pertamina บริการเติมน้ำมันถึงรถยนต์ของผู้ใช้ในอินโดนีเซีย Go-Jek ร่วมมือกับบริษัทปั๊มน้ำมัน Pertamina จัดส่งน้ำมันจากปั๊มที่ใกล้ที่สุดไปยังรถยนต์ของผู้ใช้ ให้บริการตั้งแต่เวลา 8.00-20.00 ทุกวัน
เรื่องของการช้อปปิ้งบนโลกออนไลน์ แน่นอนว่านักช้อปชาวไทยเรียกได้ว่าโดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในโลก ขนาด Facebook ยังเลือกเปิดให้บริการ Marketplace ให้เป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วน Google ที่ไม่ว่าชาวไทยอยากช้อปหรืออ่านรีวิวอะไรก็ต้องคิดถึง Google ก่อน ก็ไม่พลาดที่จะเพิ่มโอกาสทางการขายให้แก่เจ้าของกิจการด้วยการตัดริบบิ้นเปิด Shopping Ads เสียที ตัดริบบิ้นเอาใจขาช้อป การเปิดให้บริการ Shopping Ads ในไทยครั้งนี้ เป็นเพราะ Google ต้องการเชื่อมต่อนักช้อปและผู้ขายสินค้าบนโลกออนไลน์ และเห็นศักยภาพของนักช้อปตัวยง และช่วงสิ้นปีถือเป็นช่วงเวลาพีคของการช้อปปิ้งในประเทศไทย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นักการตลาดในประเทศไทยที่กำลังมองหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มการช้อปปิ้งล่าสุดสามารถหาข้อมูลได้จาก Search ซึ่งการค้นหาสินค้าเพื่อการช้อปปิ้งมักจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลต่างๆ อย่างเช่น ในปี 2560 พบว่า “วันคนโสด” (วันที่ 11 เดือน 11 ) มีการค้นหาสินค้าเพื่อการช้อปปิ้งมากขึ้นสามเท่าเมื่อเทียบกับปี 25591 ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาลเท่านั้น การมองหาไอเดียส่งของขวัญให้คนใกล้ชิดก็เพิ่มขึ้นในช่วงสองเดือนก่อนปีใหม่ด้วย โดยส่วนมากเป็นการค้นหาของขวัญสำหรับครอบครัวและเพื่อน ที่ Google เราทราบดีว่าการค้นหาแบบนี้อาจใช้เวลานาน เราจึงทำให้การค้นหาสินค้าง่ายขึ้นสำหรับนักช้อปชาวไทย และได้นำ Shopping Ads มาให้บริการในไทยแล้ว รูปแบบบริการ …
การสำรวจล่าสุดพบว่าธุรกิจส่วนใหญ่ในกลุ่มตัวอย่างไม่เสียดายเงินทุนและทรัพยากรในการสร้างแอปของตัวเอง เพราะส่วนใหญ่ลงทุนน้อยแต่สร้างกำไรได้มาก เรียกว่าสร้างแล้วคุ้มค่าเงินและเวลาที่จ่ายไป จากการสำรวจของบริษัท The Manifest พบว่าบริษัทอเมริกันส่วนใหญ่ (88%) กล่าวว่าแอปพลิเคชันบนมือถือของตัวเองประสบความสำเร็จ “ทางการเงิน” และสามารถทำกำไรได้เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาและการเปิดตัวแอปพลิเคชัน อย่างไรก็ตาม รายงานพบว่าการวัดผลความสามารถในการทำกำไรของแอปพลิเคชันอาจแตกต่างกัน โดยมีบริษัทบางแห่งที่ระบุว่าแอปพลิเคชันมีต้นทุนเรื่องการสร้าง brand awareness หรือการรับรู้ในแบรนด์รวมอยู่ด้วย ทำให้แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ไม่สามารถคำนวณกำไรขาดทุนจากต้นทุนการจัดการและยอดขายที่สร้างขึ้นมาได้เท่านั้น ทุ่มงบแล้วคุ้มไหม การสำรวจพบว่าการตลาดเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแอปพลิเคชัน โดย 35% ของบริษัทกลุ่มตัวอย่างบอกว่าได้ทุ่มเท 31-50% ของงบประมาณการพัฒนาแอปโดยรวมไปที่การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ขณะที่อีก 21% ของกลุ่มตัวอย่าง มีการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้นเป็น 51-70% ของงบพัฒนาแอปพลิเคชัน สิ่งที่เราสามารถสรุปได้จากข่าวนี้ คือธุรกิจส่วนใหญ่ใช้งบประมาณไม่มากในการสร้างแอปพลิเคชัน โดยมีเพียง 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างเท่านั้นใช้เงิน 50,000 ถึง 100,000 ดอลลาร์ในการพัฒนาและเปิดตัวแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ สถิติอื่นที่น่าสนใจจากการสำรวจนี้ คือมากกว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่าง (38%) มีการอัปเดตแอปทุกเดือน ขณะที่เกือบ 45% อัปเดตแอปทุก 2-6 เดือน …