ถ้าไล่เรียงเวลาเพียงแค่ 12 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2023 มาจนถึงมกราคมปี 2024 มีพนักงานถูกเลิกจ้างมากกว่า 262,000 คน โดยทั้งหมดนี้ทำงานในบริษัทเทคโนโลยี จากบริษัทกว่า 1,180 แห่ง ถ้านับเฉพาะแค่ในสหรัฐอเมริกาบริษัทเทคฯ ก็มีการเลิกจ้างพนักงานไปแล้วกว่า 224,503 คน การเลิกจ้างในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีความสำคัญต่อทิศทางการจ้างงานมาก และยิ่งมีผลกระทบมากเมื่อบริษัทที่ประกาศลดพนักงานเป็นบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Google, Microsoft, Meta และอื่น ๆ ได้ประกาศลดพนักงานจำนวนมาก เราจึงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าปีที่แล้ว (2023) ถือเป็นปีที่หนักหนาสาหัสของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมาก พนักงานหายไปจากอุตสาหกรรมกว่าสองแสนตำแหน่ง ถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับบริษัทเทคฯ สหรัฐฯ นับตั้งแต่การล่มสลายของยุคดอตคอมในปี 2000 ผู้บริหารของบริษัทเทคหลาย ๆ แห่งให้เหตุผลในการเลิกจ้างพนักงานในทำนองที่ว่า เป็นเพราะพวกเขาจ้างคนเข้ามาทำงานมากเกินไปในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูง และความต้องการของผู้ใช้งานที่ลดลงอย่างน่าใจหายจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมการจ้างงานอย่างที่เราเห็นข่าวเลิกจ้างที่ออกมาติด ๆ กันในช่วงต้นปี 2024 นี้ แน่นอนว่าผลกระทบก็ไปตกแก่รัฐบาลที่ต้องจ่ายเงินชดเชยการว่างงาน รวมไปถึงภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมเทคฯ ที่ดูไม่มีความมั่นคง และน่าจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อาจชะลอการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เพราะไม่มั่นใจว่าจะฟื้นกลับมาได้อีกครั้งเมื่อไหร่ วันนี้เราจะพาผู้อ่านทุกท่านไปไล่เรียงดูเหตุการณ์เลิกจ้างของบริษัทเทคทั้งหลายรวมถึงสาเหตุลึก ๆ ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เหล่านี้และสถานการณ์จะเป็นอย่างไรหลังจากนี้ ฝุ่นยังตลบเมื่อบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ยังปลดพนักงานไม่หยุด ที่จริงกระแสการปลดพนักงานครั้งใหญ่นั้นมีมาเป็นระยะ …
วันทำงานที่เริ่มสร้างรายได้ให้คนทั่วโลกส่วนใหญ่ ไม่ว่าอาชีพอะไรจะเริ่มขึ้นวันจันทร์ และต่อเนื่องไปจนถึงวันศุกร์หรือเสาร์ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าวันจันทร์กลับเป็นวันที่ถูกเกลียดมากสุด และต่อเนื่องทำให้เกิดอาการเศร้าซึมวันอาทิตย์ (Sunday Blues) ปี 2022 ก็มีการย้ำเรื่องนี้อีก หลังบริษัทบันทึกสถิติ Guinness World Records ประกาศผ่าน X (หรือ Twitter เดิม) ให้วันจันทร์เป็นวันที่ถูกเกลียดมากสุดในสัปดาห์ พร้อมข้อความแสดงความคิดเห็นแบบตลกร้ายอย่าง “โอ๊ย! นานไปไหม กว่าจะรู้ กว่าจะประกาศออกมา” การที่วันจันทร์มีสถานะไม่ต่างจากแพะรับบาป นั้นมีหลายสาเหตุ เช่น ทำกิจกรรมในวันหยุดมากจนเกินไป และกว่าที่จะตั้งหลักทำงานได้จริง ๆ ก็คือวันพุธ ซึ่งล่วงเข้ากลางสัปดาห์การทำงานไปแล้ว แต่สาเหตุหลักอันดับต้น ๆ คือ พนักงานคนนั้น ๆ ไม่มีความสุขกับการทำงาน และความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ได้รับการเติมเต็ม โดยเฉพาะความภาคภูมิใจกับสิ่งที่ทำจึงต้องฝืนทำงานต่อไป ทำให้วันที่ทรมานสุด คือ วันเริ่มงานวันแรกของทุก ๆ สัปดาห์นั่นเอง นี่นำมาสู่คำถามใหญ่ในโลกการทำงาน คือ จะเปลี่ยนให้วันจันทร์สุดเศร้าเป็นวันจันทร์แสนสุขสนุกกับงานได้อย่างไร Scott Cawood ผู้เขียน …
ประโยคหนึ่งที่พูดกันมาตลอดในโลกการทำงาน ไม่ว่ายุคสมัย เทรนด์ และเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างไร คือคนทำงานเป็นกับทำงานดีนั้นต่างกัน กลุ่มแรก คือ แค่คนทำงานให้ผ่านไปวัน ๆ ผลงานจึงไม่ได้ออกมาดีมาก และเป็นไปได้สูงว่า ผัดวันประกันพรุ่งอยู่ตลอด พร้อมมี “เดี๋ยวก่อน” เป็นคำพูดติดปาก ส่วนกลุ่มหลังคือคนที่ทำงานดี ขยันตั้งใจ และบริหารเวลากับงานได้ดี หากบริษัทไหนมีสัดส่วนของกลุ่มหลังมากกว่าผลงานและตัวเลขทางธุรกิจต่าง ๆ ที่มาย่อมดี แต่ถ้ามีกลุ่มหลังมากกว่าก็นับถอยหลังรอวันปิดบริษัทได้เลย ดังนั้น ทุกบริษัทควรหมั่นสอดส่องว่ามีกลุ่มไหนอยู่มากกว่ากัน โดยถ้ามีกลุ่มแรกมากกว่า ก็ควรทำให้พวกเขาเลิกหลงผิดแล้วมาปรับปรุงตัวเองด้วยวิธีที่จะกล่าวถึงดังต่อไปนี้ ลำดับความสำคัญ: เมื่อเห็นว่ามีพนักงานชอบผัดวันประกันพรุ่งมากจนกลายเป็นปัญหา อย่างแรกที่ต้องทำคือ บอกให้พวกเขาลำดับความสำคัญของงานและสิ่งต่าง ๆ ว่าเรื่องไหนควรทำก่อน ทำถัดมา และทำหลังสุด รวมไปถึงพักไว้ก่อนได้ เพราะนอกจากเพิ่มทักษะการบริหารจัดการแล้ว ยังจะช่วยให้พวกเขาเห็นภาพรวม ขนาดของงานต่าง ๆ และทยอยลดคำว่า ‘เดี๋ยวก่อน’ ให้หมดไป หรืออย่างน้อยก็ทำให้การลงมือทำหลัง ‘เดี๋ยวก่อน’ ทุกครั้งเป็นไปอย่างจริงจังจนงานลุล่วง จำแนกประเภทงาน: ถัดจากลำดับความสำคัญแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องทำเพื่อกำจัดนิสัยผัดวันประกันพรุ่งในตัวพนักงานให้หมดไป คือ จำแนกประเภทงาน เป็นระหว่าง งานหรือสิ่งที่ทำให้ดีและรักษามาตรฐานเอาไว้ …
“Copilot” หรือ AI ผู้ช่วยอัจฉริยะ บน Microsoft 365 เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานใช้โปรแกรมทำงาน อย่างเช่น Microsoft Word, Microsoft Excel และ Microsoft PowerPoint ได้ง่าย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เราจะเห็นการใช้อีโมจิ Sparkles เป็นสัญลักษณ์ของฟีเชอร์ AI ในสินค้า และบริการต่าง ๆ จากบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก เช่น Google Bard, Canva, Samsung Galaxy S24
Neuromarketing จึงหมายถึง สาขาวิชาที่นำเรื่องราวของระบบประสาทและการตลาด มาศึกษาบูรณาการร่วมกัน ในฐานะที่ระบบประสาทและการทำงานของสมอง เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์