DNA Digital News ประจำวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2563

brand inside - 06/10/2020

จากยุคชาเขียว สู่ยุคน้ำดื่มผสมวิตามินครองเมือง ที่กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของคนรักสุขภาพ ต้องการดื่มน้ำที่มีประโยชน์กับร่างกาย สดชื่นได้ โดยไม่ต้องมีน้ำตาลผสม

ahead.asia - 24/09/2020

AHEAD ASIA พูดคุยกับคุณนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร แห่ง LINE ประเทศไทย ถึงแคมเปญ JOIN THE JOY และแผนดันครีเอเตอร์ไทยสู่เวทีโลก

nuttaputch.com - 28/09/2020

ในยุคที่เรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ นั้น หนึ่งในทักษะที่สำคัญมากๆ และถูกยกมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของทักษะในอนาคตก็คือเรื่องของ Active Learning หรือการที่คนเราหมั่นที่จะเรียนรู้และอัพเดทตัวเองอยู่เสมอเพื่อให้มีศักยภาพมากขึ้น สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในความจริงแล้ว เรากลับพบว่าคนจำนวนไม่น้อยไม่ได้อยู่ในโหมดของ Active Learning หากแต่เป็น Passive Learning เสียมากกว่า? และนั่นอาจจะกลายเป็นจุดอ่อนใหญ่มากของแรงงานต่อจากนี้เลยก็ว่าได้ Passive Learning: รอที่จะเรียนรู้ ถ้าเราบอกว่า Active Learning คือทักษะว่าด้วยคนที่พยายามขวนขวายหาความรู้ พยายามปรับตัวและดูว่ามีศักยภาพอะไรที่ตัวเองยังไม่มีแล้วหาวิธีเพิ่มความรู้เหล่านั้นแล้ว Passive Learning ก็เหมือนขั้วตรงข้ามประเภทที่รอความรู้ให้มาอยู่ตรงหน้า ไม่ได้ขวนขวายดูว่าตอนนี้ต้องรู้อะไร อาจจะไม่ได้เดือดร้อนด้วยซ้ำกับการที่ตัวเองไม่ได้รู้หรือขาดทักษะอะไรบางอย่าง คำถามที่ผมมักจะถามบ่อยๆ เวลาเช็คเรื่อง Passive Learning / Active Learning คือการถามว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา (หรือรอบปีที่ผ่านมา) นั้น มีการเข้าไปฝึกอบรม เรียนรู้ เทคคอร์สต่างๆ โดยที่ไม่ได้เป็นการจัดหามาให้โดยแผนกบุคคลประเภทโดนบังคับให้เข้าไปเช็คชื่อ หรือไม่ก็ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นได้ซื้อหนังสืออะไรมาอ่านบ้าง แล้วได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมหรือไม่? ที่น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อยคือทุกครั้งที่ผมถามคำถามนี้ไปในกลุ่มพนักงานขององค์กรนั้น มีน้อยคนมากที่จะยกมือบอกว่าตัวเองไปหาคลาสเรียนข้างนอกเพื่อฝึกฝนตัวเอง หรือหาหนังสือพัฒนาความรู้มาอ่าน ซึ่งนั่นจะค่อนข้างตรงข้ามกับเวลาไปอบรมกับผู้ประกอบการที่ลงทุนควักเงินตัวเองมาเรียนคอร์สต่างๆ กันแทบทุกสุดสัปดาห์ และนั่นก็เป็นสัญญาณที่อดห่วงไม่ได้ว่าพนักงานในองค์กรอยู่ในโหมด Passive Learning […]

positioning magazine - 06/10/2020

ดาวรุ่งเเห่งรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla กำลังตามหาเเหล่งขุมทรัพย์ “เเบตเตอรี่” โดยเริ่มเจรจาลงทุนกับรัฐบาลอินโดนีเซีย ประเทศผู้ผลิต “แร่นิกเกิล” มากที่สุดในโลก มีกระเเสข่าวก่อนหน้านี้ว่า Tesla กำลังเจรจ…

thumbsup - 06/10/2020

เริ่มต้นแล้วสำหรับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 25 (Book Expo Thailand 2020) ซึ่งปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “No กองดอง” ที่จะมาชวนให้ทุกคนหยิบหนังสือที่เคยดองไว้กลับมาอ่านอีกครั้ง งานหนังสือจัดขึ้นทุกปี ไปงานกี่ครั้งก็ได้หนังสือติดมือกลับมาตลอด การดองหนังสือกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักอ่าน มารู้จักกับพฤติกรรมนี้และวิธีที่จะช่วยให้กองหนังสือของคุณลดลงกัน ในแต่ละประเทศมีคำที่ใช้เรียกคนรักหนังสือและชอบหนังสือจำนวนมากที่ต่างกันไป อาทิ Bibliomania, Tsundoku และ หนอนหนังสือ ซึ่งวันนี้ขอแนะนำให้รู้จักคำว่า ‘ซุนโดคุ’ ‘ซุนโดคุ’ มาจากภาษาญี่ปุ่น โดยคำว่า ‘โดคุ’ (doku) แปลว่าอ่าน และ ‘ซุน’ แปลว่าวางกองไว้ รวมกัน ‘ซุนโดคุ’ จึงมีความหมายว่า “การซื้อหนังสือและนำมาวางกองไว้ หรือก็คือการตั้งใจซื้อเพื่ออ่าน แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นของสะสมอย่างไม่ตั้งใจ” แก้นิสัยดองหนังสือยังไง? แล้วเราจะแก้นิสัยดองหนังสือยังไง? ก่อนอื่นต้องลดการซื้อหนังสือก่อนเพราะถ้ายังคงซื้อหนังสือเรื่อยๆ อ่านยังไงกองหนังสือก็ไม่ลดลง ส่วนเทคนิคในการจัดการกองหนังสือมีอะไรบ้าง ไปดูกันครับ เลือกหนังสือที่อยากอ่านจริงๆ เดินผ่านชั้น Best Seller และ Recommended ทีไรต้องหยิบหนังสือติดมือซักเล่ม รู้สีกทุกครั้งว่าของมันต้องมี โดยไม่ได้นึกเผื่อไปว่าเป็นเรื่องที่เราสนใจหรือเหมาะกับตัวเอง สุดท้ายก็จะกลายเป็นของสะสมที่อยู่ในชั้นหนังสือ เพราะฉะนั้นเวลาเลือกหนังสือให้เลือกในหมวดหมู่หรือประเภทที่อยากอ่านจริงๆ เวลาหยิบมาอ่านจะได้รู้สึกมีแรงขับเคลื่อนมากขึ้น กำหนดช่วงเวลาอ่านให้ชัดเจน …