เรื่องของความเห็นอกเห็นใจกัน หรือ Emphathy กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของความหลากหลายจากการรวมบุคลากรหลายเชื้อชาติในที่ทำงาน และเป็นสิ่งที่ธุรกิจ องค์กร ต่างให้ความสนใจมากขึ้น เพราะการไม่แบ่งแยกความหลากหลายทั้งในเชิงเพศ บุคลิกลักษณะ ทัศนคติ จะทำให้องค์กรสามารถเดินหน้าได้อย่างไร้ขีดจำกัด รวมทั้งธุรกิจเอเจนซี่ก็จำเป็นต้องทำงานกับคนที่มีความหลากหลายทั้งด้วยตัวงาน ลักษณะงาน และประเภทของงาน การให้เกียรติและเคารพคนที่มีความแตกต่าง จะช่วยให้งานเป็นไปอย่างราบรื่น ดังนั้น เราจะเห็นผู้บริหาร ทีมพัฒนาบุคคลขององค์กรชั้นนำทั่วโลกต่างก็พยายามที่จะพยายามในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวไม่แบ่งแยก ด้วยการทดลองเอาใจใส่กัน (The Empathy Experiment) ด้วยการทดสอบลักษณะนิสัยของแต่ละปัจเจกบุคคลผ่านประสบการณ์ดิจิทัลเชิงโต้ตอบ โดยมุ่งหวังให้ภาคธุรกิจสามารถนำแนวคิดจากการวิจัยและทดลองของ Media.Monks ไปปรับใช้งาน รวมทั้งมีการแสดงผลวิธีการตอบสนองอย่างเห็นอกเห็นใจในแต่ละเหตุการณ์เพื่อให้ผู้บริหารและทีมพัฒนาบุคคลนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมได้ แนวคิดสำหรับ The Empathy Experiment การเกิดขึ้นสำหรับแนวคิด The Empathy Experiment นั้น มีสาเหตุจากการรณรงค์ให้ความสำคัญความเท่าเทียมทางเพศและการเพิ่มอำนาจของผู้หญิง เพราะบางครั้งในสถานการณ์ที่ค้นพบคือผู้หญิงมักจะถูกเมินเฉยหรือไม่ให้ความสำคัญในการแสดงความคิดเห็น เป้าหมายที่มีการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้กลุ่มคนที่เรียกว่า “neutral bystanders” ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มักจะยืนดูเฉยๆ ในฐานะผู้ชมที่มีอคติและเลือกปฏิบัติกับคนที่พวกเขาต่อต้าน การทดลองระบบแพลตฟอร์ม The Empathy Experiment ทำให้เห็นพฤติกรรมการเอาใจใส่ของบุคคลากรในแต่ละระดับในแต่ละสถานการณ์ภายในองค์กรเดียวกัน หรือสถานการณ์เดียวกัน การโต้ตอบระหว่างเพื่อนร่วมงาน การนำเสนองานต่อลูกค้าในห้องประชุม และการออกทำงานภาคสนามร่วมกับทีม ยิ่งทำให้เห็นความสัมพันธ์ ลำดับชั้นและการแก้ไขปัญหาร่วมกันในแต่ละสภาพแวดล้อมแบบมืออาชีพ …
ในยุคปัจจุบันนี้ สิ่งที่อยากรู้หรือข้อมูลต่างๆ สามารถหาได้ง่ายในโลกโซเชียล โดยเฉพาะการรีวิว ซึ่งถือเป็น 1 ใน Customer Journey ก่อนจะเลือกซื้อสินค้าหรือบริการ แต่บางครั้งการหาข้อมูลในโลกโซเชียลก็พาให้สับสนได้เช่นกัน คนนั้นก็บอกว่าดีแต่อีกคนดันบอกไม่ใช่ แล้วทีนี้จะเชื่อใครดี ใครจะอยากอยู่ในสถานการณ์ “ตาดีได้ตาร้ายเสีย” แล้วถ้าตาร้ายขึ้นมาได้ของไม่ดีแย่เลยทีนี้
การใส่ใจรายละเอียด เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วในการทำงานหรือการใช้ชีวิต แต่จะดียิ่งกว่านั้น ถ้าสกิลนี้ถูกนำมาใช้ในการ “ขายออนไลน์” ด้วย
ก.ล.ต. จึงใช้อำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำกับดูแลการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจไม่ให้มีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นเป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการ